ให้อาหารสายยาง ให้อาหารอย่างไรจึงจะปลอดภัย

ให้อาหารสายยาง ให้อาหารอย่างไรจึงจะปลอดภัย การใส่สายให้อาหารจะใส่โดยพยาบาลผู้ชำนาญการ หรือญาติหรือผู้ดูแลที่ได้รับการสอนหรือการแนะนำอย่างดีจากพยาบาลจนมีความรู้มีความพร้อมและมั่นใจว่าจะใส่สายฯได้เองอย่างถูกต้องและปลอดภัย วิธีให้อาหารทางสายให้อาหารที่ปลอดภัย ลดโอกาสติดเชื้อจากอาหาร และลดโอกาสสำลักอาหารได้แก่

1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการเตรียมอุปกรณ์การให้อาหารทางสายให้อาหารและ ในการให้อาหารเพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อโรค

2. เตรียมอาหารและอุปกรณ์การให้อาหารมาที่เตียงผู้ป่วยหรือที่ผู้ป่วยนั่งอยู่เพื่อสะดวกในการให้อาหารแก่ผู้ป่วย

3. แจ้งผู้ป่วยให้ทราบว่าจะให้อาหารเพื่อให้ทราบและพร้อมในการให้อาหาร ในบางครั้งถ้าพบว่าผู้ป่วยมีเสมหะ ต้องดูดเสมหะออกก่อนการให้อาหารเพื่อป้องกันการสำลักอาหารขณะให้อาหาร

4. จัดท่าเพื่อให้อาหารไหลสู่กระเพาะอาหารได้ดีลดโอกาสเกิดการสำลัก โดยจัดให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง 30 – 60 องศา (กรณีผู้ป่วยลุกนั่งไม่ได้) หรือจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลัง

5. ใส่สายให้อาหารผ่านรูจมูกด้านใดด้านหนึ่ง ผ่านลำคอ ผ่านหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร

6. เปิดจุกปลายสายให้อาหาร และเช็ดรอบรูเปิดด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำต้มสุก เพื่อทำความสะอาดอุปกรณ์และลดจำนวนเชื้อโรค

7. ต่อหัวกระบอกให้อาหาร (Syringe feeding) เข้ากับรูเปิดของสายให้อาหารโดยสำรวจให้กระชับและแน่น แล้วค่อยๆดูดน้ำย่อยอาหารหรืออาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารออก ให้สังเกตปริมาณและลักษณะสิ่งที่ดูดออกมาเพื่อเป็นการทดสอบตำแหน่งของสายให้อาหารว่าอยู่ถูกต้องในกระเพาะอาหารหรือไม่ ป้องกันการเลื่อนหลุดและป้องกันการสำลักอาหารเนื่องจากการไหลย้อนกลับจากกระเพาะอาหารเข้าสู่หลอดลม ถ้าดูดออกมาได้มากเกิน 50 มิลลิลิตรให้ใส่น้ำย่อยหรืออาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารที่ดูดได้กลับเข้าไป และเลื่อนมื้ออาหารนั้นออกไป 1 ชั่วโมงเพื่อให้เวลากับการย่อยอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นอีก 1 ชั่วโมงต่อมาหากตรวจสอบพบว่ายังมีน้ำย่อยหรืออาหารค้างในกระเพาะอาหารเกิน 50 มิลลิลิตร ให้งดให้อาหารมื้อนั้นและให้อาหารในมื้อต่อไปได้ ซึ่งตามปกติจะให้อาหารวันละ 3 – 4 มื้อเช่น 7.00, 12.00, 17.00 และ 20.00 น.

8. หลังตรวจสอบตามข้อ 6 แล้ว เมื่อจะเริ่มให้อาหาร ให้พับสายให้อาหารที่ใกล้กับรูเปิด ของสายให้อาหาร สำรวจกระบอกให้อาหารที่ต่อกับสายให้อาหารให้เรียบร้อยแล้วให้กระชับแน่น นำอาหารเทลงไปในกระบอกให้อาหารประมาณ 50 มิลลิลิตรแล้วจึงค่อยๆปล่อยสายให้อาหารที่พับไว้ ยกกระบอกให้อาหารขึ้นสูงพอประมาณเพื่อช่วยให้อาหารค่อยๆไหลลงไปตามสาย เมื่ออาหารใกล้หมดเหลืออีกประมาณ 10 มิลลิลิตรจึงเทอาหารลงไปอีก ทำเช่นนี้จนอาหารที่เตรียมมาหมด และควรให้น้ำสะอาดตามลงไปอีกประมาณ 50 มิลลิลิตรหลังจากให้อาหารหมดแล้ว เพื่อช่วยล้างสายให้อาหารเพื่อลดการบูดเน่าของเศษอาหารที่ค้างอยู่ตามสายให้อาหาร

9. กรณีที่ให้ยา ถ้าเป็นยาเม็ดควรบดยาให้ละเอียดก่อนการให้ยาผ่านลงไปในสายให้อาหาร ถ้าเป็นยาที่เป็นแคปซูลควรแกะแคปซูลออกก่อน แต่ถ้าเป็นยาน้ำสามารถนำมาให้ผ่านสายฯ ได้เลย

การให้ยาทางสายให้อาหารควรปฏิบัติดังนี้

– กรณีให้ยาก่อนอาหาร: ควรให้ยาก่อนอาหารอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ผสมยากับน้ำเปล่าสะอาดประมาณ 5 – 10 มิลลิลิตร คนให้เข้ากันแล้วเทลงในกระบอกให้อาหาร แล้วจึงตามด้วยน้ำเปล่าสะอาดอีก 20 – 30 มิลลิลิตร
– กรณีให้ยาพร้อมอาหาร: ควรให้ยาผสมน้ำเปล่าสะอาด 5 – 10 มิลลิลิตร คนให้เข้ากัน เทลงในกระบอกให้อาหารทันทีหลังจากให้อาหารเสร็จ หลังจากนั้นจึงตามด้วยน้ำฯอีก 20 – 30 มิลลิลิตร
– กรณีให้ยาหลังอาหาร: ควรให้ยาหลังอาหารอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง โดยให้ยาผสมกับน้ำฯประมาณ 5 – 10 มิลลิลิตร คนให้เข้ากันแล้วเทลงในกระบอกให้อาหาร แล้วตามด้วยน้ำฯอีก 20 – 30 มิลลิลิตร

10. เช็ดปลายสายให้อาหารด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือด้วยน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้จนเย็นแล้ว ปิดฝาครอบรูเปิดสายฯเพื่อลดสิ่งสกปรกหลุดเข้าไปในสายฯ ควรเก็บสายฯให้เรียบร้อยโดยใช้ พลาสเตอร์ติดสายฯที่พ้นออกมานอกช่อง/รูจมูก เก็บให้อยู่สูงกว่าตำแหน่งช่องจมูกเพื่อลดการไหลย้อน กลับออกมาของอาหารเช่น บริเวณแก้มข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วยหรือบริเวณเหนือหูของผู้ป่วย แต่สิ่งที่ควรระมัดระวังคือ การเกิดแผลกดทับตรงตำแหน่งที่เก็บพักสายฯจากการกดทับของสายฯ(เช่น ที่บริเวณเหนือใบหู) ดังนั้นควรเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวบ่อยๆ ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่ให้อาหารแต่ละมื้อ

11. ให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในเดิม/ท่าศีรษะสูง 30 – 60 องศาหรือท่านั่งอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังให้อาหารเสร็จเพื่อป้องกันอาการอึดอัดแน่นท้องและอาหารไหลย้อนกลับเข้าหลอดอาหารและเข้าหลอดลม/การสำลักอาหาร

12. เก็บอุปกรณ์ที่ใช้ให้การให้อาหารไปทำความสะอาดเพื่อสะดวกในการใช้ครั้งต่อไป